วันเสาร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2557

The Awakening: The Solitary Soul





หนังสือ: The Awakening: การฟื้นตื่นของเอ็ดน่า
สถานที่ซื้อ: ร้านหนังสือเดินทาง Passport Bookshop
วันที่ซื้อ: 10 เมษายน 2556 : วันที่เราสอบได้ :)
หมายเหตุ: เราซื้อหนังสือเล่มนี้เป็นของขวัญให้ตัวเอง
เนื่องในโอกาสที่ได้ทุนเรียนต่อในสาขาที่เราอยากเรียนมาก
มันเป็นบ่ายวันพุธที่ดีงามมากๆ เลิกงานเย็นนั้นราชดำเนินมีม็อบนปช.
เราต้องอาศัยถ.พระสุเมรุกลับบ้าน เลยแวะเข้าร้านหนังสือเดินทางเหมือนเคย
ด้วยความยินดี เราเลือกหนังสือสักเล่มให้ตัวเองในวันดีๆอย่างนี้
และในวันนั้นเราเลือก The Awakening :)





การอ่านหนังสือไปถึงตอนจบโดยไม่รู้ตัวว่าอ่านมาถึงตอนจบนี่ช่างเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ดีจริงๆ!

และเราก็เพิ่งรู้วันนี้เองว่าที่เราชอบดูหนัง ในความหมายของการดูในโรงหนัง มากกว่านั่งดูผ่านคอมหรือทีวีที่บ้าน ก็เพราะเรานิยมชมชอบสิ่งนี้... การเดินทางไปกับเรื่องราวในหนังโดยที่ไม่มีัตัวบอกใบ้ก่อนว่าเรากำลังจะเดินทางกันไปไกลแค่ไหน และจะไปถึงจุดจบเมื่อใด

The Awakening หรือในชื่อภาษาไทยว่า การฟื้นตื่นของเอ็ดน่า โดย สำนักพิมพ์สมมติ ให้ความตื่นเต้นเช่นนั้นแก่เราเป็นครั้งแรกในชีวิตการอ่านหนังสือ!



The Awakening: การฟื้นตื่นของเอ็ดน่า
Kate Chopin เขียน, พันทิพา บูรณมาตร์ แปล



เพราะอะไรน่ะหรือ
เพราะเราคาดคิดว่ายังมีเรื่องราวอีกมากมายรอเราอยู่ในราวร้อยหน้าสุดท้าย
เพราะเรายังไม่คิดว่าเรื่องราวจะจบลงด้วยเรื่องไม่คาดคิดเช่นนี้
เพราะหลังจากเรื่องไม่คาดฝันในหน้านั้นจบลง
หน้าถัดไปก็เป็นบทวิจารณ์ส่งท้ายยาวเหยียดโดยนักวิจารณ์สองท่าน

เราไม่ได้เตรียมใจมาก่อนว่าเรื่องราวจะจบลงที่หน้านั้น
เราไม่คิดมาก่อนว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างนั้น

ตอนท้ายๆของเรื่องเราเปิดพลิกหน้าต่อหน้าด้วยความรวดเร็ว
ด้วยความหิวกระหาย ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น มากด้วยอารมณ์ร่วมกับตัวละคร
แต่เมื่อถึงจุดพีค และเรารีบพลิกหน้าต่อไปเพื่อจะรออ่านความต่อ
เรากลับพบเพียงความว่างเปล่า
มันจึงเป็นเรื่องราวโศกนาฏกรรมไปเต็มรูปแบบจริงๆ


หนังสือเล่มนี้เราได้มาจากร้านหนังสือร้านน่ารักร้านนี้นี่เอง :)



หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่เราอ่านจบในปี 2557 นี้ และเป็นเรื่องที่เราประทับใจมาก เลยได้โอกาสมาสร้างบล็อกใหม่ที่นี่ ในชื่อ chicken soup for the solitary soul โดยการนำสองวลีที่ชอบมารวมกัน อันได้แก่ chicken soup for the soul ที่เป็นวลีที่พลพรรคนักอ่านมักใช้เรียกหนังสือที่ช่วยเยียวยาจิตใจ กับคำว่า solitary soul ซึ่งเป็นชื่อรองของเรื่อง The Awakening เล่มนี้นี่ล่ะ  โดยเรามีเป้าหมายว่าจะใช้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ในการเก็บข้อคิดข้อเขียนเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิตในปีนี้ (และถ้าเวิร์ค ก็อาจจะปีต่อๆไปด้วย ไปเรื่อยๆ) ทั้งเรื่องประทับใจในชีวิตประจำวัน หนังสือที่ชอบ หนังที่ปลาบปลื้ม คนน่าสนใจที่ได้พบได้เจอ เรียกว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละนะ : )


จิบน้ำชายามบ่ายกับคุณนายปองติเยร์ ฮ่าฮ่า

กลับมาที่เรื่อง The Awakening เราชอบเรื่องนี้มากๆอย่างไม่คิดว่าจะชอบ ในบรรดาหนังสือวรรณกรรมแม่บ้านมีชู้ ไม่ว่าจะ Madame Bovary, Lady Chatterley's Lover หรือ Anna Karenina ซึ่งมีแนวเรื่องคล้ายๆกัน (ซึ่งเราว่าน่าเบื่อ แง แฟนหนังสือพวกนี้อย่าว่าเค้านะ) เราชอบเรื่องนี้มากที่สุด และตอนนี้มันก็ได้พุ่งขึ้นแท่นมาอยู่ในอันดับต้นๆของหนังสือที่เราประทับใจไปแล้ว

ตอนแรกๆของเรื่องเมื่อเราได้รู้จักคุณนายปองติเยร์ (บทต่อๆมาเรียกว่า เอ็ดน่า) เราก็จะรู้สึกว่าเธอเป็นผู้หญิงธรรมดาๆที่มีออกดาษดื่นในสมัยนั้น ผู้หญิงที่เกิดมาเพื่อเป็นแม่และเมียโดยแท้ แต่เมื่อเธอได้รู้จักหนุ่มน้อยหน้ามนนามโรเบิร์ตช่วงฤดูร้อนที่แกรนด์ไอล์ ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!

เปลี่ยนไปยังไงไม่บอกต้องไปอ่านกันเอง แต่ที่แน่ๆได้กลายเป็นผู้หญิงที่ผู้ชายที่มองเห็นผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุชิ้นหนึ่งของเขาคงจะต้องขนพองสยองเกล้ากันบ้าง มีสัญลักษณ์หลายอย่างในเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งที่เคยติดอยู่ในกรอบกฎเกณฑ์ของสังคมได้ฟิ้นตื่นขึ้นมาสู่การเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริงแล้ว

สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากเกี่ยวกับตัวละครตัวนี้ก็คือความคิดของเธอ ความคิดที่ผิดแผกไปจากธรรมเนียมนิยมของสังคม ที่จำได้แม่นเลยคือช่วงที่เอ็ดน่าทะเลาะถกเถียงกับเพื่อนของเธอเรื่องลูกๆ "ฉันยินดีให้ทุกอย่างที่ไม่เป็นแก่นสารของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง หรือแม้กระทั่งชีวิตของฉันเองแก่ลูกๆของฉัน แต่ฉันจะไม่มีวันให้สิ่งที่เป็นแก่นสารของชีวิต คือตัวของฉันเองเด็ดขาด..." นับเป็นความกล้าหาญอย่างมากสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่จะพูด, หรือแม้แต่จะคิด, อย่างนี้!!

ถ้าจำไม่ผิดนิยายเรื่องนี้น่าจะแต่งในราวศตวรรษที่ 19 ซึ่งความคิดปิตาธิปไตยยังเข้มข้นอย่างยิ่งในยุโรป (รวมทั้งอเมริกาด้วย - ถึงแม้ใครจะยกให้ดินแดนนี้เป็นดินแดนเสรี แต่ภายใต้เสรีก็ยังมีกรอบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในท้องเรื่องตัวละครก็เป็นคน Creole หรือคนอเมริกันเชื้อสายฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ในอเมริกาทางตอนใต้ ก็ย่อมต้องมีจารีตสน็อบแบบคนฝรั่งเศสอยู่เหนียวแน่นแน่ๆ) ไม่น่าเชื่อจริงๆว่าในยุคนั้น Kate Chopin จะสร้างผู้หญิงคนหนึ่งให้กล้าขบถต่อสังคมที่บีบคั้นเธออยู่ เพื่อที่จะซื่อตรงต่อความคิดและการกระทำของตัวเองได้ขนาดนี้

ตอนจบของเรื่องเป็นตอนที่สะเทือนใจมาก นักวิจารณ์บางส่วนมองว่านี่คือโศกนาฏกรรม เป็นความพ่ายแพ้ของผู้หญิงที่พยายามจะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อที่ยืนของเธอ แต่เรากลับคิดว่านี่คือชัยชนะต่างหาก เป็นชัยชนะครั้งสุดท้ายและเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ เพราะเมื่อเธอตัดสินใจที่จะปลดเปลื้องตัวเธอออกจากพันธนาการทั้งปวงและสุดท้ายเธอก็ทำมันได้จริงๆ (แม้จะต้องแลกกับชีวิตทั้งชีวิต) นั่นก็คือชัยชนะ(ที่คุ้ม่ค่า)ไม่ใช่หรือ?


เป็นหนังสือที่อ่านแล้วอิ่มเอมจริงๆ


หมายเหตุ:
ขออนุญาตคัดลอกตอนที่เราชอบมากๆบางตอนมาเก็บไว้นะ

"เธอเริ่มตระหนักว่า อาการเก่าๆที่เคยรู้สึกเมื่่อเธอตกอยู่ในห้วงรักช่วงวัยเด็ก วัยรุ่น และวัยสาว กลับมาจู่โจมเธออีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการที่เธอตระหนักถึงความจริงข้อนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้ความเจ็บปวดบรรเทาเบาบางลงแต่ประการใด อดีตไม่ได้มีความหมายอะไรต่อเธอ มันไม่เคยให้บทเรียนที่เธออยากจะจดจำ อนาคตก็เป็นสิ่งลี้ลับเกินกว่าที่เธอจะคิดถึง ตอนนี้มีแต่ปัจจุบันเท่านั้นที่สำคัญ ตอนนี้เธอมีแต่ปัจจุบันเท่านั้น และมันสร้างความเจ็บปวดให้เธออย่างแสนสาหัสเหมือนเมื่อครั้งกระโน้น เมื่อเธอรู้แน่แก่ใจว่า เธอได้สูญเสียสิ่งที่เธอเคยมีและเธอไม่มีวันได้ครอบครองสิ่งที่ตัวตนใหม่ของเธอร่ำร้องโหยหา"
(หน้า 112)


"ความรู้สึกที่เธอมีให้โรเบิร์ตแตกต่างไปจากความรู้สึกที่เธอมีให้สามี มันเป็นความรู้สึกที่เธอไม่เคยมีและไม่คิดจะมีให้สามี เธอคุ้นเคยกับการเก็บอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองมาตลอดชีวิต เธอไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องแสดงให้ผู้อื่นรู้ว่าเธอคิดและรู้สึกอย่างไร มันเป็นของเธอ ของเธอจริงๆ เธอมีความเชื่อว่า เธอมีสิทธิ์ที่จะเป็นเจ้าของอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง เธอรู้สึกอย่างไรไม่เห็นเกี่ยวข้องกับใครที่ไหนนอกจากตัวของเธอเอง ครั้งหนึ่ง เอ็ดน่าเคยบอกมาดามราตินญอลว่า เธอจะไม่มีวันยอมเสียสละตัวเองเพื่อลูกๆ หรือเพื่อคนอื่น นี่ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างรุนแรง สตรีทั้งสองคงไม่มีวันจะเข้าใจกันได้เพราะดูเหมือนพูดกันคนละภาษา แต่เอ็ดน่าพยายามอธิบาย
"ฉันยินดีให้ทุกอย่างที่ไม่เป็นแก่นสารของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง หรือแม้กระทั่งชีวิตของฉันเองแก่ลูกๆของฉัน แต่ฉันจะไม่มีวันให้สิ่งที่เป็นแก่นสารของชีวิต คือตัวของฉันเองเด็ดขาด...""
(หน้า 115-116)


"ภาพสามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกันไม่ได้ทำให้เธอเสียใจหรืออิจฉาแต่ประการใด เธอรู้สึกตัวดีว่าเธอไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะมีชีวิตคู่อย่างนั้น เธอกลับมองว่าชีวิตของมาดามราตินญอลช่างเป็นชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายเสียด้วยซ้ำ เธอสงสารมาดามราตินญอล ชีวิตของเธอช่างจืดชืดไร้สีสันสิ้นดี เธอไม่มีโอกาสที่จะได้รู้จักความสุขอื่นใดในโลกนอกจากความสุขจากลูกและสามี เอ็ดน่าเห็นว่ามันเป็นความสุขของคนตาบอด จิตวิญญาณของอาเดลไม่เคยสัมผัสความปวดร้าวหรือลิ้มรสเมรัยแห่งชีวิต"
(หน้า  132-133)


"วันนี้ตอนฉันจะออกจากห้องของเธอมา เธอโอบฉันแล้วเอามือมาคลำที่บ่าฉันเพื่อดูว่าปีกของฉันแข็งแรงหรือเปล่า เธอว่านกที่คิดจะบินขึ้นไปบนท้องฟ้าสูงเหนือระดับกฎเกณฑ์จารีตประเพณีของสังคมและอคติของผู้คน จะต้องมีปีกที่แข็งแรงเป็นพิเศษ เธอว่ามันจะเป็นเรื่องน่าเศร้าทีเดียวหากจะต้องเห็นนกตัวนั้นปีกหัก หมดเรี่ยวหมดแรง แล้วต้องบินซมซานกลับมายังพื้นโลกอีก"
(หน้า 185)